โรคเอดส์ มีแนวทางการป้องกันยังไงบ้าง เพื่อไม่ให้ติดเชื้อ

หลายคนกังวลว่าทำไมระวังแล้วก็ยังเสี่ยงอยู่ หรือไม่แน่ใจว่าควรเริ่มป้องกันจากตรงไหน เช่น การมีเพศสัมพันธ์กับคนรัก การเผลอไม่ใช้ถุงยางอนามัย หรือมีเหตุการณ์เสี่ยงแบบไม่ตั้งใจค่ะ บทความนี้จะพาไล่เรียงแบบเป็นขั้นเป็นตอนว่าโรคเอดส์ มีแนวทางการป้องกันยังไงบ้าง เพื่อไม่ให้ติดเชื้อ ตั้งแต่ความเข้าใจพื้นฐานเรื่อง HIV หรือเอดส์ ไปจนถึงวิธีป้องกันที่ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน รวมถึงสิ่งที่ไม่ควรทำเพราะอาจทำให้เสี่ยงเพิ่ม โดยไม่รู้ตัวค่ะ

โรคเอดส์ (AIDS) และเชื้อเอชไอวี (HIV) คืออะไร?

หลายคนใช้คำว่าเอดส์แทน HIV จนทำให้สับสนได้ค่ะ ความจริงแล้วสองคำนี้ไม่เหมือนกัน

  • HIV (เอชไอวี) คือ เชื้อไวรัสที่ทำลายเม็ดเลือดขาวชนิด CD4 ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของภูมิคุ้มกัน
  • AIDS (โรคเอดส์) คือ ระยะท้ายของการติดเชื้อ HIV ที่ภูมิคุ้มกันลดลงมาก จนเกิดการติดเชื้อฉวยโอกาสหรือโรคบางชนิดตามมาได้

HIV ติดต่อผ่านอะไรได้บ้าง?

HIV ติดต่อได้เมื่อสารคัดหลั่งที่มีเชื้อเข้าสู่ร่างกายอีกคนในปริมาณเพียงพอ โดยหลัก ๆ ได้แก่

  • เลือด
  • น้ำอสุจิและน้ำหล่อลื่น
  • น้ำหล่อลื่นในช่องคลอดหรือทวารหนัก
  • น้ำนมแม่

กรณีที่เกิดความสงสัย หรือความกังวลว่าจะมีความเสี่ยง สามารถทำแบบประเมินความเสี่ยง HIV ก่อนเข้ารับการตรวจอย่างละเอียดได้ เพื่อความสบายใจ และเพื่อที่จะได้เตรียมหาแนวทางการดูแลรักษาอย่างถูกต้องต่อไป

ติดต่อขอรับการประเมินความเสี่ยง HIV ได้ที่นี่

แอดไลน์ @standbyyou

HIV ไม่ติดต่อผ่านอะไร?

เพื่อความสบายใจ HIV ไม่ติดต่อ ผ่านการใช้ชีวิตทั่วไป เช่น

  • กอด จับมือ อยู่ห้องเดียวกัน
  • กินข้าวร่วมกัน ใช้ช้อนส้อมร่วมกัน
  • น้ำลาย เหงื่อ น้ำตา (ในชีวิตประจำวัน)
  • ยุงกัด

ทำไมคนเราถึงติดเชื้อ HIV ได้? 

การติดเชื้อไม่ได้เกิดจากโชคไม่ดี แต่เกิดจากโอกาสที่เชื้อเข้าร่างกายค่ะ ปัจจัยที่พบบ่อยมีดังนี้

1) เพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน

  • ไม่ใช้ถุงยางอนามัย หรือใช้ไม่ถูกวิธีจนหลุด ขาด หรือแตก
  • มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักมีความเสี่ยงสูงกว่า เพราะเยื่อบุฉีกขาดได้ง่าย

2) มีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STI) ร่วม

แผลหรือการอักเสบจาก STI เช่น ซิฟิลิส หนองใน เริม อาจเพิ่มโอกาสให้ HIV เข้าสู่ร่างกายได้ค่ะ

3) ใช้เข็มหรืออุปกรณ์มีคมร่วมกัน

เช่น เข็มฉีดยา อุปกรณ์สักหรือเจาะที่ไม่สะอาด หรือของมีคมที่ปนเลือดค่ะ

4) แม่ถ่ายทอดเชื้อสู่ลูก 

สามารถถ่ายทอดระหว่างตั้งครรภ์ คลอด หรือให้นมได้ แต่ปัจจุบันป้องกันได้มาก หากฝากครรภ์และรักษาตามแนวทางค่ะ

โรคเอดส์ มีแนวทางการป้องกันยังไงบ้าง เพื่อไม่ให้ติดเชื้อ 

แนวทางที่วงการแพทย์ใช้จริงและมีหลักฐานรองรับ โดยเลือกใช้ให้เหมาะกับพฤติกรรมและระดับความเสี่ยงของแต่ละคนนั้น เบื้องต้นมีทั้งหมด 7 วิธีด้วยกัน ดังนี้

  1. ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งและใช้ให้ถูกวิธี: ลดความเสี่ยงได้มากเมื่อใช้สม่ำเสมอ และควรใช้สารหล่อลื่นสูตรน้ำหรือซิลิโคน (โดยเฉพาะกรณีทางทวารหนัก) เพื่อลดการฉีกขาด
  2. ตรวจ HIV สม่ำเสมอ: ช่วยรู้สถานะเร็วขึ้น วางแผนป้องกัน รักษาได้ตรงจุด และลดการแพร่เชื้อโดยไม่รู้ตัว
  3. พิจารณา PrEP เมื่อมีความเสี่ยงต่อเนื่อง: เป็นยาป้องกันก่อนมีความเสี่ยง เหมาะกับผู้มีโอกาส เช่น มีคู่นอนหลายคน ใช้ถุงยางอนามัยไม่สม่ำเสมอ หรือมีคู่นอนที่ติดเชื้อแต่ยังไม่ทราบผล CD4 และปริมาณไวรัสโหลดล่าสุด
  4. รับ PEP ภายใน 72 ชั่วโมงหลังเหตุการณ์เสี่ยง: ยิ่งเริ่มเร็ว ยิ่งมีโอกาสป้องกันการติดเชื้อได้มาก โดยต้องรับยาต่อเนื่องตามแพทย์สั่ง
  5. ไม่ใช้เข็ม/ของมีคมร่วมกับผู้อื่น: รวมถึงอุปกรณ์ฉีด อุปกรณ์สักหรือเจาะ และควรเลือกสถานบริการที่ได้มาตรฐาน
  6. ป้องกันแม่สู่ลูกด้วยการฝากครรภ์และรับยาต้านตามแพทย์: ช่วยลดการถ่ายทอดเชื้อได้อย่างมีนัยสำคัญ และวางแผนการคลอด การเลี้ยงลูกอย่างปลอดภัย
  7. รักษาและป้องกัน STI อื่น ๆ: เพราะ STI ทำให้เยื่อบุอักเสบและเพิ่มโอกาสติด HIV ได้ การตรวจและรักษาเร็วช่วยลดความเสี่ยง

ข้อควรระวัง และสิ่งที่ไม่ควรทำ 

ไม่ควรสรุปจากความรู้สึกแทนการตรวจ

HIV ไม่ได้ดูจากหน้าตาหรือสุขภาพภายนอกได้ค่ะ ทางที่ชัวร์ที่สุดคือการตรวจตามช่วงเวลาที่เหมาะสมค่ะ

ไม่ควรซื้อยากินเอง (ทั้ง PrEP และ PEP) โดยไม่ตรวจและไม่ติดตาม

การใช้ยาไม่ถูกวิธีอาจทำให้ป้องกันไม่ได้เต็มที่ และพลาดโอกาสตรวจโรคอื่นร่วมด้วยค่ะ ควรรับคำแนะนำจากแพทย์หรือคลินิกที่เชี่ยวชาญค่ะ

ไม่ควรดีเลย์ PEP เมื่อมีเหตุเสี่ยง

ถ้าสงสัยว่าเสี่ยง ให้รีบไปประเมินทันที เพราะ PEP มีกรอบเวลาชัดเจนค่ะ

ไม่ควรเชื่อวิธีที่ไม่มีหลักฐาน

ไม่ควรเชื่อวิธีการที่ไม่มีหลักฐาน เช่น ล้างช่องคลอด สวนล้างหลังมีเพศสัมพันธ์ ดื่มสมุนไพร หรือกินยาปฏิชีวนะเพื่อกัน HIV วิธีเหล่านี้ไม่ใช่การป้องกัน HIV ที่ถูกต้องค่ะ

ควรไปพบแพทย์หรือรับคำปรึกษาเมื่อไหร่?

ควรพบแพทย์หรือหน่วยบริการใกล้บ้านเพื่อประเมินโดยเร็ว หากมีข้อใดข้อหนึ่งค่ะ

  • มีเหตุการณ์เสี่ยงภายใน 72 ชั่วโมง และอยากประเมิน PEP
  • มีอาการคล้ายไข้หวัดหลังเสี่ยง (เช่น ไข้ เจ็บคอ ต่อมน้ำเหลืองโต ผื่น) แม้อาการจะไม่จำเพาะก็ตาม
  • วางแผนเริ่ม PrEP หรืออยากเลือกวิธีป้องกันที่เหมาะกับพฤติกรรมของตัวเอง
  • ตั้งครรภ์และกังวลความเสี่ยง HIV หรือผลตรวจ

สรุป ป้องกัน HIV ให้ได้ผล ต้องเลือกวิธีที่เหมาะกับชีวิตจริง

คำถามว่าโรคเอดส์ มีแนวทางการป้องกันยังไงบ้าง เพื่อไม่ให้ติดเชื้อ สรุปได้ว่า การป้องกันที่ได้ผล คือ การผสมผสานหลายวิธีตามความเสี่ยงของแต่ละคนค่ะ ได้แก่ ถุงยางอนามัย การตรวจ HIV สม่ำเสมอ การใช้ PrEP หรือ PEP อย่างถูกต้อง การไม่ใช้เข็มร่วม และการดูแลโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ หากคุณอยากเริ่มต้นแบบง่าย ๆ และเป็นส่วนตัว สามารถขอรับชุดตรวจคัดกรองหาเอชไอวีด้วยตนเองฟรี! โดยเพิ่มเพื่อนทางไลน์ @standbyyou ได้เลยค่ะ เพราะยิ่งเราตรวจเร็ว ก็จะวางแผนรักษาได้เร็ว พอรู้ผลแล้ว ก็ไปต่อถูกทาง วางแผนชีวิตต่อได้อย่างปลอดภัย และถ้าผลเป็นบวกก็เข้ารับการรักษา ผู้ติดเชื้อ HIV ที่รักษาไวกินยาต่อเนื่องจนตรวจไม่พบเชื้อ ก็สามารถใช้ชีวิตได้เหมือนคนทั่วไป และลดโอกาสแพร่เชื้อให้คนอื่นได้มากค่ะ

รับชุดตรวจคัดกรอง HIV ส่งถึงบ้านฟรี

แอดไลน์ @standbyyou

FAQ: คำถามพบบ่อยเกี่ยวกับ โรคเอดส์แนวทางป้องกัน

Q: โรคเอดส์ มีแนวทางการป้องกันยังไงบ้าง เพื่อไม่ให้ติดเชื้อ แบบที่ได้ผลจริง?

หลัก ๆ คือ ใช้ถุงยางอย่างถูกวิธี ตรวจ HIV สม่ำเสมอ ใช้ PrEP เมื่อมีความเสี่ยงต่อเนื่อง รับ PEP ทันทีหลังเสี่ยง (ภายใน 72 ชม.) ไม่ใช้เข็มร่วม และดูแลรักษา STI ค่ะ

Q: มีเพศสัมพันธ์ครั้งเดียวโดยไม่ใส่ถุงยาง เสี่ยงมากไหม?

ความเสี่ยงขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น ประเภทเพศสัมพันธ์ มีแผล มีเลือดหรือไม่ และสถานะของคู่นอนค่ะ ถ้าเพิ่งเกิดเหตุและยังอยู่ใน 72 ชั่วโมง ควรรีบไปประเมินการใช้ PEP ค่ะ

Q: ตรวจ HIV เมื่อไหร่ถึงจะชัวร์?

ขึ้นกับชนิดการตรวจและช่วงเวลาหลังเสี่ยง เพราะมี window period ค่ะ ทางที่ถูกต้องคือปรึกษาหน่วยตรวจหรือแพทย์เพื่อแนะนำช่วงเวลาที่เหมาะสม และอาจนัดตรวจซ้ำตามเกณฑ์ค่ะ

Q: PrEP เหมาะกับใคร และต้องกินตลอดไหม?

PrEP เหมาะกับคนที่มีความเสี่ยงต่อเนื่อง เช่น มีคู่นอนหลายคน หรือใช้ถุงยางไม่สม่ำเสมอค่ะ ระยะเวลาการใช้ขึ้นกับช่วงความเสี่ยงและต้องอยู่ภายใต้การติดตามของแพทย์ ไม่ควรเริ่ม-หยุดเองค่ะ

Q: PEP คือ อะไร ต่างจาก PrEP ยังไง?

PEP คือ ยาหลังสัมผัสเสี่ยง ใช้หลังเกิดเหตุและต้องเริ่มภายใน 72 ชั่วโมงค่ะ ส่วน PrEP คือ ยาป้องกันก่อนมีความเสี่ยง สำหรับคนที่มีความเสี่ยงต่อเนื่องค่ะ

Q: HIV ติดต่อจากการจูบหรือใช้แก้วน้ำร่วมกันไหม?

โดยทั่วไปไม่ค่ะ HIV ไม่ติดต่อจากน้ำลายหรือการใช้ภาชนะร่วมกันในชีวิตประจำวันค่ะ

Q: ถุงยางแตกต้องทำยังไง?

ให้หยุดกิจกรรม ล้างทำความสะอาดภายนอกตามปกติ (ไม่ต้องสวนล้าง) และรีบไปพบแพทย์เพื่อประเมิน PEP โดยเฉพาะถ้ายังไม่เกิน 72 ชั่วโมงค่ะ จากนั้นวางแผนตรวจ HIV ตามนัดค่ะ

Q: ถ้าคู่นอนติด HIV แต่กินยาสม่ำเสมอ ยังต้องป้องกันไหม?

ควรประเมินร่วมกันค่ะ หากคู่นอนได้ยาต้านสม่ำเสมอจนกดไวรัสได้อย่างต่อเนื่อง โอกาสแพร่เชื้อทางเพศสัมพันธ์จะลดลงมาก แต่ยังควรคุยเรื่องถุงยาง PrEP และการป้องกัน STI อื่น ๆ ตามความเหมาะสมค่ะ

บทความที่เกี่ยวข้อง